<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวภาครัฐ]]></title>
<link>https://radiochiangmai.prd.go.th/th/content/category/index/id/2670</link>
<atom:link href="https://radiochiangmai.prd.go.th/th/content/category/index/id/2670" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[‘อนุทิน‘ รับลูกนายกฯ ระดมหน่วยงาน ถกแก้ปัญหา “หมอกควัน-ไฟป่า-PM2.5“ เร่งรัดสร้างการรับรู้ รณรงค์ ขอความร่วมมืองดเผาป่า แจ้งเตือน ก่อนจับ ปรับ ลงโทษพร้อมบูรณาการทุกภาคส่วนยกระดับมาตรการลดเผา ต้นตอปัญหาฝุ่นร้าย]]></title>
<link>https://radiochiangmai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2670/iid/360111</link>
<guid isPermaLink="false">a1372785939c5eef5a70eef88913b687</guid>
<pubDate>Wed, 29 Jan 2025 19:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&lsquo;อนุทิน&lsquo; รับลูกนายกฯ ระดมหน่วยงาน ถกแก้ปัญหา &ldquo;หมอกควัน-ไฟป่า-PM2.5&ldquo; เร่งรัดสร้างการรับรู้ รณรงค์ ขอความร่วมมืองดเผาป่า แจ้งเตือน ก่อนจับ ปรับ ลงโทษพร้อมบูรณาการทุกภาคส่วนยกระดับมาตรการลดเผา ต้นตอปัญหาฝุ่นร้าย<br />
.<br />
วันนี้ (29 มกราคม 2568) เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมราชสีห์ ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน รวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 รวมถึงผลการดำเนินงานของทุกภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหาสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ว่าราชการ 76 จังหวัดเข้าร่วมผ่านระบบ zoom &nbsp;<br />
.<br />
นายอนุทิน กล่าวว่า จากสถานการณ์หมอกควันไฟป่า รวมถึงฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในประเทศทุกพื้นที่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยและติดตามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการประชุมออนไลน์ขณะที่ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไปร่วมประชุม World Economic Forum ที่กรุงดาวอส ตนได้กราบเรียนไปว่า ทุกหน่วยมีความพร้อมที่จะร่วมกันแก้ปัญหาเรื่องนี้ โดยท่านนายกรัฐมนตรีได้เสนอให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกรัฐบาล เป็นที่ปรึกษาของ บกปภ. แห่งชาติ ด้วย&nbsp;<br />
.<br />
นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์หมอกควันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ตนได้กำชับผู้ว่าราชการ &nbsp;17 จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบว่ามีจุดความร้อนสูงสุดจากการเผาพื้นที่เกษตร โดยให้ประกาศพื้นที่ห้ามเผา พร้อมยกระดับมาตรการป้องกันการเผาอย่างเข้มข้น พร้อมใช้กลไก Single Command ระดับจังหวัด เพื่อบูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วน โดยมีผู้ว่าเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่<br />
.<br />
&ldquo;มูลเหตุปัญหามาจากการเผา ถ้าทำให้ไม่เผาได้ ก็ช่วยลดความรุนแรงได้ ต้องเริ่มจากในบ้านของเราก่อน ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งสร้างการรับรู้แก่ประชาชน ให้ทราบถึงปัญหาที่เกิดจากการเผาซึ่งจะส่งผลกระทบต่อส่วนรวม พร้อมขอความร่วมมือเกษตรกรลดการเผา และบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 อย่างเคร่งครัด โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำทั้งปรับ เป็นไปตามบทลงโทษของกฎหมาย ส่วนการแก้ปัญหาอื่น ๆ เช่น การเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเราจะลดการซื้อสินค้าที่มีส่วนให้เกิดการเผา พร้อมต้องหาวิธีจัดการพืชผลทางการเกษตร เช่น การฝังกลบ หรือเครื่องอัดแน่นเอาไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้า หรือแปรสภาพเป็นปุ๋ยหรืออาหารสัตว์ได้ โดยรัฐต้องเข้าไปสนับสนุน&ldquo; นายอนุทินกล่าว&nbsp;<br />
&nbsp;.<br />
สำหรับการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาหมอกควัน ไฟป่าในพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่เกษตร และการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่เขตเมือง โดยจังหวัดที่มีจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) สะสมสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ จ.กาญจนบุรี จ.ชัยภูมิ จ.ลพบุรี จ.ตาก และ จ.นครราชสีมา ได้รายงานสถานการณ์และการดำเนินการแก้ไขปัญหา ซึ่งนายอนุทินได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง ขณะที่ต้องเร่งสร้างการรับรู้ โดยใช้เนื้อหาที่ประชาชนเข้าใจง่าย เพื่อเรียนรู้วิธีการป้องกันตนเองจากฝุ่นพิษ และขอความร่วมมือรณรงค์ร่วมกันลดมลภาวะทั้งการเผา การใช้เครื่องยนต์ที่เกิดควันดำ หรือการก่อสร้างที่อาจทำให้เกิดมลภาวะต่อสังคม เป็นต้น&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiochiangmai.prd.go.th/th/file/get/file/20250129dc6cf10e9fa4563f6e35b545ed231155193844.jpeg' type='image/jpg' length='208039' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกฯ สั่งทุกกระทรวงฯ บูรณการใช้มาตรการรับมือแก้ปัญหา PM2.5]]></title>
<link>https://radiochiangmai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2670/iid/335907</link>
<guid isPermaLink="false">398fbb41185bee6398dc5cb6593c20ee</guid>
<pubDate>Wed, 30 Oct 2024 12:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>(29 ต.ค. 67) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สั่งการให้นายประเสริฐ จันทรรวงทอง&nbsp;<br />
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง<br />
เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่าจะต้องดำเนินการอะไรเพราะเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว รวมไปถึงปัญหาภาคการเกษตรว่าจะมีมาตรการอย่างไรบ้าง เช่น ไม่รับซื้อข้าวโพด อ้อย จากการเผาทั้งในและต่างประเทศ ส่วนภาคอุตสาหกรรมให้ขอความร่วมมือไปยังกระทรวง<br />
ต่าง ๆ เช่น กระทรวงคมนาคม ให้ตรวจจับรถยนต์เข้มงวดมากยิ่งขึ้น กระทรวงอุตสาหกรรม ให้ออกมาตรการควบคุมโรงงานที่รัดกุมมากขึ้น<br />
ทส. เร่งกำหนดมาตรการบูรณาการแก้ไขปัญหาไฟป่า - PM2.5<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;(16 ต.ค. 67) การประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ครั้งที่ 2/2567 มีการกำชับ<br />
ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการดำเนินงาน 4 นโยบายหลัก ได้แก่&nbsp;<br />
1. การดำเนินงานด้านสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&nbsp;<br />
2. การเร่งรัดแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม<br />
3. การแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย ขยะมูลฝอย ภายหลังการเกิดอุทกภัย&nbsp;<br />
4. สนับสนุนการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบนความสมดุลทางสิ่งแวดล้อม&nbsp;<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบวาระที่สำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่&nbsp;<br />
1) หลักการสัญญารับเงินอุดหนุน (Grant Agreement) ภายใต้โครงการ Thai - German Cooperation on Energy, Mobility, and Climate (TGC EMC) จากองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน 234 ล้านบาท โดยเป็นเงินอุดหนุนเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อม 150 ล้านบาท&nbsp;<br />
2) โครงการพัฒนาต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ เพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับพื้นที่ด้วยภาคประชาชน&nbsp;<br />
3) มาตรการควบคุมและกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมที่รับดำเนินการของเสียอันตรายและโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบกิจการที่มีความเสี่ยงที่จะมีผลกระทบต่อประชาชน<br />
4) มาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 ประกอบด้วย มาตรการจัดการไฟในพื้นที่เกษตร การควบคุมฝุ่นละอองในเขตเมือง การจัดการหมอกควันข้ามแดน และการตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันระดับภาค และศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ระดับจังหวัด&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
มาตรการรับมือสถานการณ์ PM2.5 ปี 68&nbsp;<br />
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดทำ &ldquo;มาตรการรับมือสถานการณ์ ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568&rdquo; จะขับเคลื่อนผ่านกลไกการบริหารจัดการ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับชาติ ระดับภาคหรือข้ามเขตป่าหรือเขตปกครอง และระดับจังหวัด โดยปฏิบัติการมีดังนี้ &nbsp;<br />
&bull; ระยะเตรียมการ จัดทำแผนที่เสี่ยงการเผา Risk Map แผนปฏิบัติการจัดการไฟป่าตามห้วงเวลา&nbsp;<br />
แผนบริหารจัดการเชื้อเพลิง ข้อมูลพื้นที่ที่ทำการเพาะปลูกเสี่ยงเผาและข้อมูลเกษตรกรรายจังหวัด<br />
&bull; การจัดการไฟในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ โดยตั้งจุดตรวจ/จุดสกัด/จุดเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง ชุดดับไฟป่า บริหารจัดการเชื้อเพลิง ประกาศจำกัดการเข้าพื้นที่ป่าและพื้นที่ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยง การใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชุมชนโดยไม่เผา รวมถึงพื้นที่เกษตรกรรมในที่ดินของรัฐ และมุ่งเน้นการเปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว&nbsp;<br />
&bull; การจัดการไฟในพื้นที่เกษตร โดยประกาศขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่จำเป็นต้องใช้ไฟและบริหารจัดการไฟในพื้นที่เกษตรเท่าที่จำเป็นและมีการควบคุม ควบคุมอ้อยไฟไหม้เข้าโรงงาน หากฝ่าฝืนถูกบังคับใช้กฎหมาย ตัดสิทธิความช่วยเหลือจากภาครัฐ ไม่ให้สิทธิหรือเพิกถอนสิทธิ ส.ป.ก./นิคมสหกรณ์ กับเกษตรกรที่ไม่ร่วมมือ รวมถึงช่วยเหลือเกษตรกรปรับรูปแบบการผลิต และออกมาตรการสิทธิและประโยชน์ให้เกษตรกรที่ไม่เผา<br />
&bull; การควบคุมฝุ่นละอองในเขตเมือง ออกประกาศห้ามรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าเขตเมืองช่วงวิกฤต สนับสนุนการเดินทางโดยขนส่งสาธารณะ มีนโยบายปรับลดอัตราค่าโดยสารรถสาธารณะ เร่งรัดเปลี่ยนรถ&nbsp;<br />
ขสมก. เป็นรถไฟฟ้า ตรวจจับรถยนต์ควันดำ รถบรรทุก พื้นที่ก่อสร้าง ผู้ทำผิดวินัยจราจร โดยปรับสูงสุด&nbsp;<br />
ตรวจบังคับใช้กฎหมายโรงงานและสถานประกอบกิจการอย่างเข้มงวด ควบคุม/จับกุม ผู้ลักลอบเผาในเขตชุมชนและริมทาง<br />
&bull; การจัดการหมอกควันข้ามแดน ส่งเสริมการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรแบบไม่เผา จัดการหารือระดับรัฐมนตรีก่อนเริ่มฤดูหมอกควัน ตั้งศูนย์ข้อมูลและศูนย์บัญชาการเฝ้าระวัง ควบคุมและดับไฟ ในประเทศเพื่อนบ้าน<br />
&bull; การบริหารจัดการภาพรวม จะเร่งรัดการของบกลางสนับสนุน ให้สิทธิประโยชน์กับภาคเอกชน ยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ประกาศกำหนดพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญ ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ PM2.5 &nbsp;มีนโยบายการ Work From Home ดำเนินมาตรการด้านสาธารณสุขที่เข้มข้น ยกระดับการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ทั้งระดับประเทศ ระดับจังหวัด พื้นที่เสี่ยงและช่วงเวลาวิกฤต &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</p>

<p>กำหนดเป้าหมายลดพื้นที่เสี่ยง<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ลดพื้นที่เผาไหม้ในพื้นที่ป่า ร้อยละ 25&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;บริหารจัดการพื้นที่ป่าแปลงใหญ่รอยต่อไฟ 14 กลุ่มป่า (Cluster) ด้วยกลไกข้ามเขตป่าข้ามเขตปกครอง &nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ลดการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรและพืชเป้าหมาย ร้อยละ 10 &ndash; 30&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ควบคุมฝุ่นจากยานพาหนะและโรงงานในพื้นที่เมือง ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย/กฎระเบียบ&nbsp;<br />
ร้อยละ 100&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ตั้งเป้าลดค่าเฉลี่ย PM2.5 ลงร้อยละ 5 &ndash; 15&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ควบคุมค่าเฉลี่ย PM2.5 24 ชั่วโมงสูงสุดไม่เกินค่าที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ และลดจำนวนวัน<br />
ที่ฝุ่นละอองเกินมาตรฐานลงร้อยละ 5 &ndash; 10<br />
สำหรับการเตรียมรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันบูรณาการดำเนินงานตามมาตรการ โดยเฉพาะการควบคุมปริมาณการระบายฝุ่นจากยานพาหนะ อุตสาหกรรม การเผาในพื้นที่ชุมชนและริมทาง ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดที่สำคัญ ทั้งในมิติการส่งเสริมและการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงเตรียมพร้อมมาตรการด้านสาธารณสุข การ Work From Home การสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อแจ้งเตือนให้กับพี่น้องประชาชน และขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองอย่างใกล้ชิด ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน Air4thai</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiochiangmai.prd.go.th/th/file/get/file/20241030f003eaab3d0e1482dc8954f403056563120135.jpg' type='image/jpg' length='195812' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ห้ามรับซื้อ-นำเข้า สินค้าเกษตร (ข้าวโพด) จากประเทศเพื่อนบ้านที่มาจากการเผา]]></title>
<link>https://radiochiangmai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2670/iid/271047</link>
<guid isPermaLink="false">313f9ad3d8ad43f3d33cd73dc87b25f7</guid>
<pubDate>Wed, 20 Mar 2024 09:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 &nbsp;เพื่อกำหนดนโยบายการนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศ โดยเฉพาะช่วง High season ของการเผา มาตรการห้ามนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 นายกฯ มีข้อสั่งการในการห้ามนำเข้า &ldquo;ข้าวโพด&rdquo; จากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 โดยให้กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 &nbsp;เพื่อกำหนดให้ข้าวโพดจากต่างประเทศที่พิสูจน์แล้วว่ามีกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการเผา ให้กระทรวงพาณิชย์สั่งห้ามนำเข้า ชะลอการประกาศฯ เพื่อรอ พ.ร.บ. อากาศสะอาดผ่านสภาฯ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นว่า การออกประกาศดังกล่าวของกระทรวงพาณิชย์ อาจจะไปขัดกับข้อตกลงการค้าโลกของ WTO ที่มีข้อบัญญิตว่า ข้อห้ามใดๆ ก็ตาม ที่สั่งห้ามกับประเทศคู่ค้าเราต้องปฏิบัติแบบเดียวกันในประเทศ หากประกาศในทันทีอาจก่อให้เกิดปัญหาการค้าระหว่างประเทศได้ จึงขอให้ชะลอการประกาศฯ เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงองค์การการค้าโลก (WTO) ระหว่างประเทศ รวมทั้งต้องสอดคล้องกับพระราชบัญญัติอากาศสะอาดที่กำลังจะผ่านวาระของสภาผู้แทนราษฎรซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiochiangmai.prd.go.th/th/file/get/file/20240320123eb47acdf4242b95140c987ae6e729095400.jpg' type='image/jpg' length='84476' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ความคืบหน้าการลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา]]></title>
<link>https://radiochiangmai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2670/iid/270070</link>
<guid isPermaLink="false">dec26847a17b08d31b6f43ed6b564a8e</guid>
<pubDate>Sun, 17 Mar 2024 13:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ความคืบหน้าโครงการฯ เพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา<br />
นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าผู้ที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา (มาตรการบรรเทาฯ) ณ วันที่ 1 มีนาคม 2567 มีจำนวนทั้งสิ้น 2,399,549 ราย&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติตามโครงการฯ สามารถเข้าร่วมมาตรการบรรเทาฯ ซึ่งมีเงื่อนไขการให้สวัสดิการแบบ 1 ครัวเรือนต่อ 1 สิทธิต่อ 1 รหัสประจำบ้าน โดยผู้ผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติตามโครงการฯ ที่ประสงค์เข้าร่วมมาตรการบรรเทาฯ จะต้องยืนยันตัวตนให้เรียบร้อย และลงทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปากับหน่วยงานผู้ให้บริการเพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น&nbsp;<br />
รายละเอียดการลงทะเบียน มีดังนี้&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;การลงทะเบียนรับสิทธิค่าไฟฟ้า สามารถลงทะเบียนได้ที่&nbsp;<br />
1) สำนักงานการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือผ่านเว็บไซต์ https://meagate1.mea.or.th/welfareregis เบอร์ติดต่อ 1130&nbsp;<br />
2) สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) หรือผ่านเว็บไซต์ https://welfareregis.pea.co.th&nbsp;<br />
เบอร์ติดต่อ 1129&nbsp;<br />
3) กิจการไฟฟ้า สวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ (กทร.) หรือผ่านเว็บไซต์ https://walfareregis.sea.co.th เบอร์ติดต่อ 086 848 1284&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;การลงทะเบียนรับสิทธิค่าน้ำประปา สามารถลงทะเบียนได้ที่&nbsp;<br />
1) สำนักงานการประปานครหลวง (กปน.) หรือผ่านเว็บไซต์ https://eservicesapp.mwa.co.th/ES/MWAWelfareServlet เบอร์ติดต่อ 1125&nbsp;<br />
2) สำนักงานการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) หรือผ่านเว็บไซต์ https://register.pwa.co.th/welfare-register.html เบอร์ติดต่อ 1662&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ในกรณีลงทะเบียนรับสิทธิค่าไฟฟ้ากับ กฟน. หรือ กฟภ. หรือ กทร. สำเร็จภายในวันสิ้นเดือน และ/หรือลงทะเบียนรับสิทธิค่าน้ำประปากับ กปน. หรือ กปภ. สำเร็จภายในวันที่ 25 ของแต่ละเดือนจะได้รับสิทธิครั้งแรก สำหรับใบแจ้งหนี้ค่าบริการรอบถัดไปเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยไม่ได้รับสิทธิย้อนหลัง&nbsp;</p>

<p>ตัวอย่างช่วงเวลาการลงทะเบียนและใบแจ้งหนี้ค่าบริการที่ได้รับสิทธิครั้งแรก&nbsp;<br />
<img alt="" src="https://www.prd.go.th/cms/s1/u5/Screenshot_2024_03_17_090237.png" />สำหรับความคืบหน้าผู้ที่ผ่านเกณฑ์ตามโครงการฯ ทั้งหมดที่ดำเนินการยืนยันตัวตนแล้ว ข้อมูล ณ วันที่ 11 มีนาคม 2567 มีผู้ผ่านเกณฑ์ที่ยืนยันตัวตนสำเร็จ จำนวน 13,841,344 ราย (หรือคิดเป็นร้อยละ 94.85 ของจำนวนผู้ผ่านเกณฑ์ทั้งหมดที่ยังมีชีวิตอยู่) ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดโครงการฯ เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th หรือhttps://welfare.mof.go.th</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiochiangmai.prd.go.th/th/file/get/file/202403176196bcd6eac5053308357bf24cef1a27134150.jpg' type='image/jpg' length='82574' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[11 หน่วยงาน รุกขับเคลื่อนแก้ปัญหาหนี้บุคลากรภาครัฐ]]></title>
<link>https://radiochiangmai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2670/iid/269988</link>
<guid isPermaLink="false">7764f17b05eb30cb5ca9f9e25f07c0c2</guid>
<pubDate>Sat, 16 Mar 2024 19:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แถลงความคืบหน้า การแก้ไขปัญหาหนี้สินเงินกู้แก่บุคลากรภาครัฐ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม 2567 โดย ส่วนปฏิบัติการและบริหารข้อมูลข่าวสาร สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์</p>

<p>วันที่ 15 มีนาคม 2567 คณะกรรมการกำกับแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชนรายย่อย นำหัวหน้าส่วนราชการ และผู้บริหารองค์กรต่าง ๆ รายงานความคืบหน้าภารกิจการแก้ไขหนี้สินข้าราชการ และบุคลากรภาครัฐ &nbsp;ตลอดจนอุปสรรคและข้อจำกัดจากการดำเนินงาน เพื่อให้นายกรัฐมนตรี และประชาชนรับทราบ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล</p>

<p>โดยพลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการฯ กล่าวแถลงว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนแก้ไขหนี้ทั้งระบบ โดยขณะนี้มีหนี้รวมสูงกว่า 6 ล้านล้านบาท และมีหนี้สินในทุกประเภทสินเชื่อ ซึ่งทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงขอรายงานหนี้สินทั้งระบบในภาพใหญ่ ได้แก่ หนี้บ้าน เช่าซื้อรถยนต์ บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเกษตร และอื่น ๆ ล้วนมีความซับซ้อนและมีความไม่เป็นธรรม</p>

<p>ในเชิงโครงสร้างจำเป็นต้องเข้ารับการสนับสนุนแก้ไขจากอำนาจฝ่ายบริหาร หน่วยงานในเชิงนโยบาย นิติบัญญัติ และตุลาการเพื่อนำมาซึ่งกระบวนการไกล่เกลี่ย และบังคับคดีที่เหมาะสม</p>

<p>คณะกรรมการกำกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชนคณะรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการที่ชัดเจนในการแก้ไขหนี้สินบุคลากรภาครัฐเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566 ดังนี้&nbsp;<br />
1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;ให้ทุกส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงาน ปรับปรุงกำหนดหลักเกณฑ์การหักเงินเดือนให้เงินเดือนคงเหลือสุทธิไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ตามแนวทางระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ 2551&nbsp;<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;สถาบันการเงินกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลง&nbsp;<br />
3.&nbsp;&nbsp; &nbsp;กรมส่งเสริมสหกรณ์ดูแลให้สหกรณ์ออมทรัพย์ทุกแห่งกำหนดอัตราดอกเบี้ยและกำหนดค่างวดเงินต้นให้เหมาะสม และใช้ทุนเรือนหุ้นของลูกหนี้เพื่อบรรเทาภาระหนี้เงินกู้ลงตามความจำเป็น&nbsp;<br />
4.&nbsp;&nbsp; &nbsp;การแก้ไขปัญหาหนี้เงินกู้ของบุคลากรภาครัฐนับเป็นยอดหนี้ที่มีจำนวนมาก บุคลากรจำนวน&nbsp;3.1 ล้านคน ที่เป็นลูกหนี้เงินกู้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ต่าง ๆ จำนวน 1,378 แห่ง รวมจำนวนลูกหนี้ 2.8 ล้านคน คิดเป็นหนี้รวม 3.3 ล้านล้านบาท&nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ ลูกหนี้จำนวนหนึ่งยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ แต่มีบุคลากรภาครัฐจำนวนมากที่มีรายได้สุทธิหลังหักชำระหนี้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ และถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจำนวนมาก จึงกระทบต่อการดำรงชีพอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การดำเนินการตามข้อสั่งการดังกล่าวมีความคืบหน้าในระดับหนึ่ง โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 11 หน่วยงานรายงานความคืบหน้าต่อนายกรัฐมนตรี และขอรับทราบนโยบายต่อไป</p>

<p><strong>กระทรวงกลาโหม</strong><br />
พลเอก สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวแถลง ปัญหาหนี้สินของข้าราชการทหารกระทรวงกลาโหม กองทัพได้ตระหนักถึงปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง โดยได้แบ่งการแก้ปัญหาเป็นเชิงนโยบาย และข้อกฎหมาย มีมาตรการต่าง ๆ ในการแบ่งเบาภาระของกำลังพลชั้นผู้น้อย รายละเอียดมาตรการ ดังนี้<br />
1.&nbsp;&nbsp; &nbsp;การกำหนดอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ที่อยู่ภายใต้กระทรวงกลาโหมให้ต่ำกว่าสถาบันการเงิน&nbsp;<br />
2.&nbsp;&nbsp; &nbsp;การอบรมให้ความรู้ด้านการเงิน การทำบัญชีครัวเรือน การประสานทำข้อตกลงกับสถาบันการเงินเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ย การช่วยเจรจาประนอมหนี้&nbsp;<br />
3.&nbsp;&nbsp; &nbsp;กองทัพได้ทำโครงการเพิ่มรายได้ให้กับกำลังพลตามพื้นที่ต่าง ๆ ควบคู่กับการแก้ปัญหาหนี้สิน เช่น โครงการผักสวนครัวรั้วกินได้ และโครงการตลาดนัดสินค้าราคาถูก เป็นต้น&nbsp;<br />
4.&nbsp;&nbsp; &nbsp;การเพิ่มรายได้ครอบครัวของทหารชั้นผู้น้อย เช่น การหางานพิเศษให้กับภรรยาของทหารโดยไม่ให้มีผลกระทบต่อการดูแลบุตรและบุพการี&nbsp;</p>

<p>นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2566 สภากลาโหมได้แก้ไขมติสภากลาโหมเดิมที่กำหนดให้ข้าราชการที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย เพราะทำหนี้สินขึ้นจะต้องถูกปลดออกจากราชการทันที มติสภากลาโหมใหม่ แก้เป็น หลุดออกจากราชการกรณีต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลายทุจริตเท่านั้น โดยเพิ่มคำว่า &ldquo;ทุจริตเท่านั้น&rdquo;</p>

<p>การแก้ไขดังกล่าวสืบเนื่องมาจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 26 กรกฎาคม 2565 ซึ่งมีหลักการให้การเป็นบุคคลล้มละลายส่งผลต่อความสามารถในการทำงานและเจ้าหนี้รับประโยชน์จากการที่ลูกหนี้ไม่มีรายได้ จึงเป็นข้อสังเกตสำคัญที่ทำให้ส่วนราชการแก้ไขยกเลิกกฎหมายที่มีความรับผิดชอบจึงเป็นที่มาของการแก้ไขมติสภากลาโหมครั้งนี้ นโยบายและแนวทางการแก้ไขหนี้สินข้างต้น กระทรวงกลาโหมจะบรรจุในนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อให้ทุกส่วนราชการในกำกับได้ขับเคลื่อนให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลพร้อมเพรียงกันเพื่อให้ข้าราชการกลาโหมมีคุณภาพชีวิตที่ดี</p>

<p><strong>กองบัญชาการกองทัพไทย</strong><br />
พลเอก อนุสรรค์ คุ้มอักษร รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวแถลง หนี้สินของข้าราชการทั้งหมดมีมากถึง 3 ล้านล้านบาท เป็นสินเชื่อสวัสดิการที่หักเงินเดือนเกิน 90% บางกลุ่มมีการชำระหนี้ที่เกินศักยภาพ กองทัพตระหนักดีว่าการแก้ไขปัญหาหนี้สินเป็นเรื่องด่วนของชาติ จึงมีระเบียบหลักเกณฑ์ในการหักเงินเดือนให้มีเงินเหลือไม่น้อยกว่า 30% ให้เป็นไปตามหลักวิชาการ ซึ่งปัจจุบันพบว่า มีกำลังพลจำนวนมากมีเงินเหลือต่ำกว่า 3,000 บาท ทำให้มีเงินเหลือวันละ 100 บาท หากมาตรการข้างต้นสำเร็จผลจะช่วยให้ข้าราชการหลุดพ้นจากสถานการณ์ดังกล่าวเกิน 100,000 ราย</p>

<p>ระเบียบดังกล่าวจะเป็นการสร้างกรอบที่ถูกต้องในการกู้ยืมเงินภายใต้เงื่อนไขที่เป็นธรรม ข้าราชการจะได้ไม่ต้องไปกู้ยืมเงินนอกระบบหรือสินเชื่อต่าง ๆ ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ดังนั้น ขอสนับสนุนการนำระเบียบหักเงินเดือนกระทรวงศึกษาธิการไปใช้กับทุกส่วนราชการอย่างจริงจัง ตามมติคณะรัฐมนตรีและข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี</p>

<p>การปรับปรุงกลไกสินเชื่อข้าราชการ รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ให้เกิดความเป็นธรรม ถือเป็นประเด็นความมั่นคงของกำลังพล และมีความสงบเรียบร้อยทางเศรษฐกิจของชาติ กองทัพไทยเห็นด้วย และพร้อมเสนอนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบ กับคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้ฯ ทุกหน่วยงานอย่างเต็มกำลัง</p>

<p><strong>กองทัพบก</strong><br />
พลเอก สวราชย์ แสงผล หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา ผู้แทนผู้บัญชาการทหารบก กล่าวแถลง กองทัพบกให้ความสำคัญในการดูแลช่วยเหลือกำลังพลในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทั้งโครงสร้างหนี้ การปรับลดเพดานดอกเบี้ย แก้ไขปัญหาหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบ รวมทั้งการช่วยเหลือกำลังพลที่ถูกฟ้องล้มละลาย หรือพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เช่น&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โครงการพักชำระหนี้เงินกู้จากกิจการออมทรัพย์กองทัพบก เพื่อแก้ไขความเดือดร้อนด้านการเงินให้กำลังพลกลุ่มนี้ที่มีรายได้น้อย ขาดสภาพคล่องให้ได้พักหนี้ทั้งต้นและดอกเบี้ย<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โครงการสินเชื่อเพื่อการบริหารหนี้ส่วนบุคคล โดยให้กำลังพลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวและอาจถูกฟ้องล้มละลาย กู้ยืมเงินจากกิจการออมทรัพย์กองทัพบก เพื่อนำไปปรับลดหนี้สินโดยทำการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งในและนอกระบบ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินของกำลังพล โดยบูรณาการงานด้านสวัสดิการของหน่วยเพื่อให้หน่วย<br />
ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินของกำลังพลที่มีรายได้ไม่ถึง 1 ใน 3 หรือไม่ถึงเดือนละ 5,000 บาท ด้วยการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และประกอบอาชีพเสริม&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;โครงการอบรมความรู้ด้านการเงินให้แก่กำลังพลที่มีหนี้สิน รวมทั้งขอความร่วมมือจากกิจการออมทรัพย์ของหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก และหน่วยรอง ให้ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เป็นต้น&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;จัดทำข้อตกลงร่วมกับธนาคารต่าง ๆ เพื่อดำเนินโครงการเงินกู้เป็นสวัสดิการสำหรับข้าราชการกองทัพบก กู้เงินยืมเพื่อที่อยู่อาศัย เช่น ธนาคารออมสิน กรุงไทย ทหารไทยธนชาติ และ ธอส.</p>

<p>ทั้งนี้ แม้ว่ากองทัพบกจะมีนโยบายและดำเนินการช่วยเหลือกำลังพลในการแก้ไขปัญหาหนี้สินแล้ว แต่ยังมีปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยสูงจากสถาบันการเงินต่าง ๆ ส่งผลให้กำลังพลไม่สามารถปลดหนี้ได้ กองทัพบกจึงขอความอนุเคราะห์จากรัฐบาล รวมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องขอให้พิจารณาทบทวนปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ รวมถึงดอกเบี้ยต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมและเป็นธรรม สามารถเป็นดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อข้าราชการได้</p>

<p>นอกจากหนี้สินสถาบันการเงินแล้ว กำลังพลจำนวนหนึ่งยังมีหนี้สิน กยศ. ตั้งแต่ก่อนเข้ารับราชการ&nbsp;ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการผิดชำระหนี้เงินกู้ ทำให้ต้องชำระอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีก ในอัตราร้อยละ 18 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมากและส่งผลให้หนี้สินเพิ่มพูนขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาหนี้สินทางการเงินเรื้อรังในระยะยาว กองทัพบกจึงมีความประสงค์ขอความอนุเคราะห์จากรัฐบาลและส่วนที่เกี่ยวข้องให้บังคับใช้อัตราดอกเบี้ยผิดนัด เป็นร้อยละ 0.5 ตาม พ.ร.บ. ให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาฉบับใหม่ ให้มีผลโดยเร็วที่สุด</p>

<p><strong>กองทัพเรือ</strong><br />
พลเรือเอก ชลธิศ นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยบัญชาการทหารเรือ กองทัพเรือ กล่าวแถลง กองทัพเรือมีข้าราชการ จำนวน 40,000 คน มีราชการที่รับเงินเดือนไม่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ประมาณ 10,000 คน หรือ 1 ใน 4 &nbsp; ของราชการทั้งหมด กองทัพเรือจึงได้นำนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติ ผ่าน 2 มาตรการ&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;มาตรการเชิงป้องกัน เน้นให้ความรู้ด้านบริหารการเงิน การส่งเสริมการออม ให้กำลังพล<br />
มีภูมิคุ้มกันในการดำเนินชีวิต พร้อมดำเนินโครงการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ โดยการหาที่พักให้กำลังพลที่บรรจุใหม่ และส่งเสริมการเพิ่มอาชีพให้กับกำลังพลและครอบครัว<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;มาตรการแก้ไขหนี้สิน กองทัพเรือได้ดำเนินโครงการช่วยปลดลดภาระหนี้ในกับกำลังพล โดยกลไกของสหกรณ์ในกองทัพเรือ ร่วมกับธนาคารกรุงไทย ทหารไทยธนชาติ ออมสิน ในการประนอมหนี้ เจรจาเจ้าหนี้ เพื่องดชำระหนี้ หากชำระเงินทุนหมดแล้ว การลดดอกเบี้ย การรวมหนี้ไว้ในที่เดียวกัน การขยายการชำระหนี้ออกไปเป็น 240 งวด มีกำลังพลเข้าร่วมโครงการ 315 นาย สามารถแก้ไขปัญหาหนี้ได้แล้ว 84 นาย ยอดหนี้ลดลงไปกว่า 15 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการส่วนที่เหลือต่อไป</p>

<p><strong>กองทัพอากาศ</strong><br />
พลอากาศเอก ณรงค์ อินทชาติ รองผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวแถลง หลังจากที่คณะกรรมการกำกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินประชาชนรายย่อย ได้ร่วมหารือกับกองทัพอากาศ เมื่อเดือนมกราคม 2567 ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินกำลังพลกองทัพอากาศ และกำหนดให้เป็นนโยบายเร่งด่วน โดยกำหนดแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับ 5 มาตรการหลักของรัฐบาล</p>

<p>กองทัพอากาศ ได้ลงมือปฏิบัติอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมการฯ ที่มี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นประธาน และกำหนดนโยบายเร่งด่วนให้กำลังพลทุกคนต้องมีเงินเหลือสุทธิ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ซึ่งสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีและประกาศกรมส่งเสริมสหกรณ์ คณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินกำลังพลกองทัพอากาศได้ตรวจสอบสถานภาพการรับเงินเดือนของทางราชการ พบว่า มีข้าราชการที่รับเงินเดือนต่ำกว่า 30% จำนวน 8,000 ราย ในจำนวนนี้มีข้าราชการที่ถูกอายัดเงินเดือน 53 ราย ซึ่งถือเป็นความสำคัญเร่งด่วนที่ต้องให้ความช่วยเหลือข้าราชการกลุ่มดังกล่าว&nbsp;</p>

<p>คณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินกำลังพลกองทัพอากาศ ได้ส่งรายชื่อข้าราชการให้แก่หัวหน้าหน่วยขึ้นตรง ดำเนินการตรวจสอบภาระหนี้สินที่มีอยู่ทั้งหมด ทั้งในระบบและนอกระบบ และนำข้อมูลทั้งหมดเข้าพิจารณาในคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินของกำลังพลกองทัพอากาศ เพื่อหาหนทางปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาหนี้สิของกำลังพล โดยประสานสถาบันการเงิน เพื่อจัดทำโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการกองทัพอากาศ โดยการลดอัตราดอกเบี้ย ให้รายรับของข้าราชการ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล นอกจากนี้ กองทัพอากาศ ได้มีนโยบายด้านการป้องกันการเกิดปัญหาหนี้สิน โดยมีการจัดการฝึกอบรมปลูกจิตสำนึกด้านการเงิน ให้แก่ข้าราชการในทุกระดับ เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหนี้สิน&nbsp;</p>

<p>หนี้สินที่เกิดขึ้นในของข้าราชการกองทัพอากาศส่วนใหญ่ ไม่ได้กู้ยืมเพื่อไปทำธุรกิจโดยหวังผลกำไร แต่เพื่อเป็นการหล่อเลี้ยงครอบครัว ซื้อที่อยู่อาศัย รักษาพยาบาลบุพการี หรือใช้ในยามฉุกเฉิน ดังนั้น การทำให้ข้าราชการหลุดออกจากวงจรหนี้ คือการที่รัฐบาลและผู้บังคับบัญชา ต้องให้ความสำคัญกับระบบสวัสดิการที่ดีของข้าราชการ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาข้าราชการที่ถูกอายัดเงินเดือน จำเป็นต้องใช้เงินจากกองทุนเพื่อดำเนินโครงการในเบื้องต้น ซึ่งกองทัพอากาศไม่สามารถตั้งงบประมาณเพื่อแก้ไขนี้ได้ จึงขอการสนับสนุนจากรัฐบาล&nbsp;ทั้งนี้ กองทัพอากาศ พร้อมให้การสนับสนุนและขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาเงินกู้ การจัดการอย่างเต็มกำลังความสามารถ</p>

<p><strong>สำนักงานตำรวจแห่งชาติ</strong><br />
พลตำรวจโท ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล กล่าวแถลง ภาพรวมหนี้สินของตำรวจจำนวนกว่า 200,000 คน มีหนี้สินราว 150,000 คน คิดเป็น 80% ของบุคลากรทั้งหมด หนี้สินยอดรวม 170 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กลุ่มสีเขียว คือ สามารถผ่อนชำระได้ จำนวน 140,000 คน คิดเป็นร้อยละ 99.4&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กลุ่มสีเหลือง คือ มีกำลังผ่อนได้ จำนวน 600 คน คิดเป็นร้อยละ 0.5&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กลุ่มสีแดง คือ ถูกฟ้องร้อง ไม่มีกำลังชำระ ประมาณ 156 คน คิดเป็นร้อยละ 0.1&nbsp;<br />
โครงการชำระหนี้ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2563 จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา<br />
มีผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 10,000 คน คณะทำงานฯ ได้ดำเนินการแก้หนี้เสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 7,000 คน ยอดหนี้ที่แก้ไปกว่า 10 ล้านบาท มีผู้ลาออกจากโครงการประมาณ 3,000 คน เนื่องจากดำเนินการไปแล้วสามารถมีกำลังแก้ไขปัญหาส่วนตัวได้ เหลืออยู่ราว 140 ราย ที่ต้องดำเนินการมูลหนี้รวม 400 ล้านบาท โดยแนวทางที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการต่อไปในอนาคต มี 3 ประการ ได้แก่<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ป้องกันการก่อหนี้ที่ไม่เกิดมูลค่าเพิ่มในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ป้องกันการก่อหนี้ที่ไม่มีกำลังชำระคืน&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;เสริมภูมิคุ้มกัน ให้ความรู้ด้านการเงินส่วนบุคคลกับข้าราชการตำรวจโดยมีคาถาสำคัญ&nbsp;<br />
คือ &ldquo;เร่ง - สห -รู้&rdquo;<br />
เร่ง : ให้ผู้บังคับบัญชาลงมาแก้ปัญหาหนี้สินให้กับตำรวจด้วยตนเอง<br />
สห : การปฏิรูปสหกรณ์ให้สหกรณ์เป็นแหล่งออมเงิน และถ้าจะกู้จะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำตามรัฐบาลกำหนด<br />
รู้ : สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับภาคเอกชนและสถาบันการเงินให้ความรู้กับข้าราชการตำรวจ&nbsp;<br />
นอกจากนี้ ได้มีการลดอัตราเงินกู้ของสหกรณ์ โดยขอความร่วมมือกับสหกรณ์ตำรวจ จำนวน 130 แห่ง ให้มีการดำเนินการลดดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำกว่า 4.75% แบ่งได้ 3 กลุ่ม คือ<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ดอกเบี้ยต่ำกว่า 4.75% &nbsp;จำนวน 5 แห่ง&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ดอกเบี้ยระหว่าง 4.75 - 6% จำนวน 88 แห่ง&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สูงกว่า 6% มีจำนวน 37 แห่ง อยู่ระหว่างการดำเนินการ</p>

<p><strong>สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)</strong><br />
ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวแถลง ปัจจุบันมีข้าราชครูและบุคลากรทางการศึกษา 450,000 คน พบว่า เป็นหนี้ 400,000 คน ในจำนวนดังกล่าวมีการแยกกลุ่มสีแดง สีเหลือง และสีเขียว เบื้องต้นได้มีการตั้งคณะทำงานแก้ไขหนี้สินครูระดับกระทรวงและหน่วยงานในกำกับโดยเฉพาะ สพฐ. ที่มีข้าราชการครูมากที่สุด ได้จัดทำสถานีแก้หนี้ครูในเขตพื้นที่การศึกษา มีสถานี 245 เขตพื้นที่ กระจาย 77 จังหวัด โดยให้ครูลงทะเบียนแก้หนี้รอบแรก ครูกลุ่มสีแดง จำนวน 6,251 คน ได้ดำเนินการแก้หนี้กลุ่มที่ถูกฟ้องแล้วประมาณ 1,000 คน ประสานกับสำนักงานอัยการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อัยการคุ้มครองสิทธิ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทำงานเชิงบูรณาการพื้นที่ ทำให้ดำเนินการแก้หนี้ครูไปแล้ว 1,000 คน ปัญหาต่าง ๆ&nbsp;<br />
ที่สะสมลดลง ทั้งนี้ จะมีการพัฒนาให้ความรู้ทักษะทางการเงิน เช่น โค้ชหนุ่ม หรือธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการตั้งเป้าหมายไว้ว่า &ldquo;ครูหมดหนี้มีความสุข นักเรียนเรียนดี มีความสุข&rdquo;</p>

<p><strong>กระทรวงสาธารณสุข</strong><br />
นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวแถลง การแก้ไขปัญหาหนี้สินของบุคคลากรกระทรวงสาธารณสุขเป็นหนึ่งในนโยบายสร้างขวัญและกำลังใจให้บุคคลากร กระทรวงฯ ได้สำรวจหนี้สินของบุคลากร จำนวน 50,000 คน คิดเป็น 12% ของบุคลากรทั้งหมด พบว่าหนี้สิน 3 อันดับแรก คือ หนี้สหกรณ์ หนี้ส่วนบุคคล และหนี้บัตรเครดิต/หนี้บัตรกดเงินสด กระทรวงฯ ได้กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังนี้<br />
ระยะที่ 1 การให้อัตราสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำร่วมกับธนาคารออมสิน 2 โครงการสำคัญ ได้แก่<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย เช่น ต่อเติมซ่อมแซม ซื้อบ้านหลังบ้าน รีไฟแนนซ์บ้าน ดอกเบี้ยต่ำสุด 2.45 %<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สินเชื่อสวัสดิการอื่น ๆ เช่น รายได้บำเหน็จตกทอด สินเชื่อสวัสดิการ ดอกเบี้ยต่ำสุด 5.095 %<br />
มีผู้เข้าร่วมโครงการ 3,041 ราย วงเงิน 1,365 ล้านบาท ทุกวันพุธบ่ายจะมีการเปิดคลินิกตรวจสุขภาพทางการเงินร่วมกับธนาคารออมสิน ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค มีการสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่บุตรหลานของบุคลากรกว่า 1,000 ทุน &nbsp;คาดว่าทั้ง 2 โครงการในระยะแรกจะช่วยให้บุคลากรประหยัดค่าใช้จ่ายภาพรวมได้กว่า 6,700 ล้านบาทต่อปี<br />
ระยะที่ 2 วางแผนการแก้ไขปัญหาหนี้เสีย NPL ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย และสถาบันการเงินต่าง ๆ รวมทั้งการแก้ปัญหาหนี้สหกรณ์ ได้ดำเนินการไปแล้ว ดังนี้<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนแผนความมั่นคงความปลอดภัยทางการเงิน เพื่อสร้าง &ldquo;ครู ก.&rdquo; จาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ กว่า 500 คน ในการดูแลสวัสดิการ สร้างทีมการให้ความรู้ทางการเงิน<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ได้สำรวจบุคลากรสาธารณสุขที่มีหนี้เสีย NPL จำนวน 723 คน จาก 3 สถาบันการเงินเพื่อดำเนินวางแผนติดตามแก้หนี้เสีย NPL ในแต่ละจังหวัด เพื่อให้จำนวนหนี้เสีย NPL ลดลงเป็นศูนย์</p>

<p><strong>กรมส่งเสริมสหกรณ์</strong><br />
นายนิรันดร์ มูลธิดา รองอธิบดี กรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวแถลง การแก้ไขปัญหาหนี้สินสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ โดยการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ในอัตราร้อยละ 4.75 ทางกรมฯ ได้ประกาศกรมส่งเสริมสหกรณ์ แนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ได้ออกมาตรการ 4 มาตรการ&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้พิเศษ ภายใต้โครงการไม่เกินร้อยละ 4.75&nbsp;<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;ขยายระยะเวลาชำระหนี้เงินกู้ สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการไปจนถึงอายุ 75 ปี<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมยอดหนี้ของสมาชิก ให้มีเงินได้รายเดือนคงเหลือหลังหักชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 30<br />
&bull;&nbsp;&nbsp; &nbsp;กำหนดหลักเกณฑ์ผ่อนชำระเงินกู้ เฉพาะส่วนที่เกินทุนเรือนหุ้นที่สมาชิกถือไว้กับสหกรณ์<br />
จากนั้นกรมส่งเสริมสหกรณ์ประชุมกับผู้บริหารและสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศในการชี้แจงหลักเกณฑ์<br />
เพื่อจะดำเนินการตามโครงการนี้ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ประชุมร่วมกับสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมฯ จำนวน 1,300 คน เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจในหลักเกณฑ์การแก้หนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์อย่างชัดเจน ผลการดำเนินงาน ณ ตอนนี้ ที่เป็นสวัสดิการข้าราชการที่เข้าร่วมโครงการแล้ว จำนวน 131 แห่ง มีสมาชิกที่ได้รับประโยชน์และแก้ไขแล้ว จำนวน 73,381 ราย แต่หากรวมสหกรณ์<br />
ออมทรัพย์ที่เป็นภาคเอกชน มีอยู่ทั้งหมด 153 แห่ง มีสมาชิกที่ได้รับการแก้ไข 76,000 คน ซึ่งในส่วนของสหกรณ์อื่น ๆ ทยอยเข้าร่วมโครงการ มีการได้นำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ และบางส่วนมีการแก้ไขระเบียบเพื่อสามารถเข้าสู่โครงการนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์คาดหวังว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ จะได้ร่วมโครงการ&nbsp;เพื่อช่วยเหลือสมาชิกเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ</p>

<p><strong>ธนาคารออมสิน</strong><br />
นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวแถลง ในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมาธนาคารออมสินได้ดำเนินการตามมาตรการ ดังนี้&nbsp;<br />
โครงการที่ 1 การลดดอกเบี้ยทั้งในส่วนข้าราชการติดขัดเรื่องการจ่ายชำระหนี้หรือข้าราชการที่ชำระหนี้ได้ตามปกติแต่มีประวัติการชำระหนี้ดี มีการลดดอกเบี้ยไป จำนวน 367,189 ราย มูลหนี้ 294,229 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของสินเชื่อข้าราชการทั้งหมด<br />
โครงการที่ 2 ข้าราชการที่มีประวัติ ไม่สามารถชำระหนี้ได้แล้ว ได้มีการเริ่มโครงการ &ldquo;4 ไม่&rdquo; &nbsp;ได้แก่&nbsp;<br />
1) ไม่ฟ้องดำเนินคดี<br />
2) ไม่ฟ้องล้มละลาย<br />
3) ไม่ยึดทรัพย์<br />
4) ไม่ขายทอดตลาด<br />
โดยจะมีการประเมินผลการดำเนินมาตรการอีกครั้ง จะมีส่วนในการปรับโครงสร้างหนี้ได้เร็ว มีข้าราชการเข้ามาดำเนินการ และได้รับผลประโยชน์ 24,822 ราย 8,335 ล้านบาท&nbsp;<br />
โครงการที่ 3 ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกับสหกรณ์เพื่อให้สหกรณ์สามารถนำไปรีไฟแนนซ์หนี้เสียหรือหนี้ที่มีดอกเบี้ยแพงได้ ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของธนาคาร ปัจจุบันมีผู้รับการขอกู้และอนุมัติไปแล้วทั้งหมด&nbsp;94 แห่ง 3,227 ล้าน และมีสหกรณ์ที่ยื่นเข้ามาเพิ่มเติมอีก 25 แห่ง ประมาณ 2,500 &ndash; 3,000 ล้านบาท&nbsp;<br />
ซึ่งจะมีสินเชื่อดอกเบี้ยตามที่ออกไปทั้งหมด 6,000 ล้านบาท&nbsp;ส่วนโครงการย่อย เช่น โครงการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้บุคลากรถาครัฐ เช่น สินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคล ได้มีการปรับวิธีการบังคับคดีจากการไกล่เกลี่ยเพื่อลดความรุนแรง มีการฝึกอาชีพข้าราชการเพื่อให้มีรายได้สูงขึ้นเพื่อแก้ปัญหาหนี้ระยะยาว</p>

<p><strong>ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)</strong><br />
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวแถลง ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ธนาคารกรุงไทยได้ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการโควิด รวมทั้งสิ้นกว่า 20,000 ล้านบาท จำนวนกว่า 53,000 ราย และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของนายกฯ ในการช่วยเหลือข้าราชการลดภาระหนี้อย่างยั่งยืน และเพิ่มความสามารถในการดำรงชีพ กรุงไทยได้นำเสนอมาตรการสินเชื่อรวมหนี้อย่างยั่งยืน อัตราดอกเบี้ยพิเศษคงที่ตลอดอายุสัญญา และลดอัตราผ่อนชำระให้มีความเหมาะสมกับการดำรงชีพ โดยได้ขยายเวลาผ่อนชำระอย่างต่อเนื่อง ได้ยาวสุด 80 ปี ให้กับข้าราชการกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อ OD ที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และก่อให้เกิดภาระหนี้เรื้อรัง รวมถึงการสนับสนุนให้ความรู้เรื่องวินัยทางการเงินให้กับข้าราชการ โดยกรุงไทยตระหนักถึงข้อจำกัด ดังนี้&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ข้อจำกัดที่ 1 เชิงโครงสร้างของระบบไม่ว่าจะเป็นหนี้ที่อยู่ในระบบ NCB 147 สถาบันการเงิน และมีเพียงสหกรณ์ไม่กี่ราย ครอบคลุมจำนวนคน 33 ล้านคน จำนวน 127 ล้านบัญชี&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ข้อจำกัดที่ 2 บุริมสิทธิ์ของหนี้สหกรณ์ และการลำดับการตัดชำระหนี้ของสถาบันการเงินต่าง ๆ แม้จะอยู่ภายใต้กรอบสวัสดิการก็จะขึ้นกับช่วงเวลาที่มี MOU&nbsp;<br />
-&nbsp;&nbsp; &nbsp;ข้อจำกัดที่ 3 การก่อหนี้เพิ่ม ซึ่งที่ผ่านมาเห็นเพียงแค่หนี้ที่อยู่ในระบบ ดังนั้น หลักการ 70/30 จะสามารถดำเนินการได้เฉพาะหนี้ที่อยู่ในระบบ การมีกลไกข้อมูลที่อัพเดตปัจจุบันต่อเนื่อง&nbsp;จึงเป็นข้อจำกัดอีกหนึ่งข้อ</p>

<p>ธนาคารได้ร่วมมือกับหน่วยงานข้าราชการต้นสังกัด กรมบัญชีกลาง กรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อให้การช่วยเหลือสัมฤทธิ์ผล ลดทอนอุปสรรค โดยรวมหนี้ทุกประเภท รวมถึงแนวทางให้ลูกหนี้แสดงเจตจำนงค์ไม่ก่อหนี้เพิ่ม หรือเกินกำลัง และกระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อให้ทราบสถานะหนี้องค์รวมต่อเนื่อง ให้สามารถเข้าใจทุกภาคส่วนในลักษณะเชื่อมโยง โดยแหล่งที่มาของรายได้ในทุกช่วงวัย เพื่อให้เกิดการชำระหนี้อย่างเหมาะสม ไม่ผลักดันลูกหนี้ไปกู้หนี้นอกระบบและใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่เป็นภาระลูกหลาน</p>

<p>การคาดการณ์ธนาคาร ได้วางลิมิตไว้ 5 หมื่นล้านบาท และจะช่วยเหลือข้าราชการได้ 5 หมื่นคน มีกรอบการเข้าร่วมโครงการ คือ กลุ่มเปราะบางที่มีภาระหนี้มากจนไม่สามารถดำรงชีพขั้นพื้นฐาน และมีเงินเดือนเหลือน้อยกว่า 30% แต่ละเดือน ปิดหนี้และรวมหนี้จากทุกสถาบันการเงิน รวมทั้งรวมหนี้กับทุกสหกรณ์ เพื่อบรรลุการรวมหนี้อย่างยั่งยืน ให้มีเงินเหลือเกิน 30% ตลอดช่วงวัย โดยสามารถยังชีพ ไม่พึ่งหนี้นอกระบบ รวมทั้งแสดงเจตนารมณ์ไม่เกิดหนี้เพิ่ม รวมสิทธิบำนาญ บำเหน็จตกทอด เพื่อเชื่อมโยงการชำระหนี้ต่อเนื่องหลังการเกษียณอายุราชการ&nbsp;</p>

<p>การรวมหนี้ทุกประเภทดังกล่าว จะทำให้ข้าราชการได้ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยที่เหมาะสม ให้ผ่อนชำระเหมาะสมกับรายได้ที่มีร่วมกับสหกรณ์ ปัจจุบันได้หารือกับกองทัพบก กรมป่าไม้ สหกรณ์ต่าง ๆ และอยู่ระหว่างการหารือกับกองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักปลัดฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น โดยปัจจุบันมีวงเงินเกือบ 140,000 ล้านบาท มียอดค้างชำระกว่า 40,000 ล้านบาท</p>

<p><strong>นายกฯ ชื่นชมทุกหน่วยงานบูรณาการขับเคลื่อนแก้หนี้บุคลากรรัฐ</strong><br />
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชื่นชมในการตั้งใจทำงานของทุกภาคส่วนที่ได้แถลงผลการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาหนี้สินเงินกู้ของราชการ ทั้งในส่วนของการแก้ไขกฎหมาย ไม่ต้องให้ออกจากราชการ ทำให้มีเงินใช้อย่างน้อย 30% มีสินเชื่อพิเศษ และให้ความสำคัญกับการ&nbsp;&ldquo;ลดดอกเบี้ย&rdquo; ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี ทั้งนี้ มีข้อสั่งการเพิ่มเติมให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้ามามีบทบาทการทำงานร่วมกันมากขึ้น ทำงานให้หนักขึ้น และเชิญให้ข้าราชการเข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น รวมถึงให้ทุกหน่วยงานหา<br />
&emsp;<br />
แนวทางการทำงานร่วมกัน และช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้มากขึ้น เช่น การหารายได้เพิ่มเติมให้กับครอบครัวของกำลังพล เช่น การหาที่อยู่อาศัยให้กับกำลังพล การรักษาพยาบาล สวัสดิการต่าง ๆ ลดดอกเบี้ย เพิ่มวงเงิน หาแนวทางร่วมกัน เพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนดีขึ้น</p>

<p>ข้อมูล ณ วันที่ 15 มีนาคม 2567</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiochiangmai.prd.go.th/th/file/get/file/2024031689e62b8edb302e9a27110585622cd8b0191923.jpeg' type='image/jpg' length='159146' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ภาคเหนือ ลุยแก้ปัญหาไฟป่า-พัฒนาเศรษฐกิจ]]></title>
<link>https://radiochiangmai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2670/iid/270009</link>
<guid isPermaLink="false">eaf7f96283a1098c5781031a4f65d0b1</guid>
<pubDate>Sat, 16 Mar 2024 15:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><a aria-labelledby="cke_139_label" id="cke_140_uiElement" role="button" title="ตกลง"></a>นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ภาคเหนือ ลุยแก้ปัญหาไฟป่า-พัฒนาเศรษฐกิจ</p>

<p>นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี&nbsp;และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางไปตรวจราชการ ณ จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน&nbsp; ในวันที่ 15 - 17 มีนาคม 2567 เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน การป้องกันและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามประเด็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และยกระดับสินค้า Soft Power พร้อมกับเปิดงานโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยว กิจกรรมวิถีชีวิตทางสายไหมชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ลีซู</p>

<p>โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ร่วมคณะตรวจราชการ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและคณะออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันศุกร์ที่ 15 มีนาคม 2567 เพื่อปฏิบัติภารกิจดังนี้</p>

<p>&nbsp;วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม 2567&nbsp;</p>

<p>&bull; ติดตาม &ldquo;การแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5&rdquo;&nbsp;</p>

<p>&bull; เยี่ยมชมสินค้า ผลิตภัณฑ์ผ้า ในโครงการพระราชดำริ ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แฝก-&nbsp; &nbsp; &nbsp;แม่งัดสมบูรณ์ชล ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่</p>

<p>&bull; มอบหน้ากากอนามัยป้องกัน PM2.5 ให้ประชาชน ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์</p>

<p>&bull; ร่วมกิจกรรมวิถีชีวิต ชนเผ่าพื้นเมือง ลีซู</p>

<p>&nbsp;</p>

<p> ในวันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม 2567&nbsp;</p>

<p>&bull; พบประชาชนที่ บ้านดอนหลวง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน</p>

<p>&bull; ติดตามประเด็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และยกระดับสินค้า Soft Power ณ คลองแม่ข่า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่</p>

<p>ทั้งนี้ กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม</p>

<p>การเดินทางตรวจราชการจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ เพื่อติดตามความก้าวหน้างานสำคัญตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกฯ เช่น การแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควันที่มีการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนและประชาชนในพื้นที่ เพื่อคลี่คลายปัญหา การบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ การผลักดันสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นในโครงการพระราชดำริ รวมทั้งการให้ความสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดจนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและยกระดับสินค้า Soft Power</p>

<p>ทั้งนี้ การเดินหน้าขับเคลื่อนงานต่าง ๆ ของรัฐบาล มีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีรายได้ มีอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืน ทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อันส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย</p>

<p></p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiochiangmai.prd.go.th/th/file/get/file/202403164d2c5fe9109e1927f7194f39d61da926221942.jpg' type='image/jpg' length='465072' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ครม. เคาะงบกลาง 272 ล้านบาท แก้ปัญหาไฟป่า -หมอกควัน ลดฝุ่น PM2.5]]></title>
<link>https://radiochiangmai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2670/iid/267063</link>
<guid isPermaLink="false">99d046bd1b652f214e3919ca5f66a3f7</guid>
<pubDate>Thu, 07 Mar 2024 12:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ครม. เคาะงบกลาง 272 ล้านบาท แก้ปัญหาไฟป่า -หมอกควัน ลดฝุ่น PM2.5</p>

<p>.</p>

<p>ที่ประชุม ครม. (3 มี.ค. 67) อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ไปพลางก่อน งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นเงิน 272,655,350 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายโครงการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เพื่อลดฝุ่นละออง PM2.5 โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ของกรมป่าไม้ และของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</p>

<p>.</p>

<p>ยกระดับการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ และพื้นที่ที่มีจุดความร้อนและความเสี่ยงสูงที่จะเกิดไฟป่า ในช่วงเดือนม.ค. &ndash; พ.ค. 67 ซึ่งเป็นช่วงที่มักเกิดไฟป่ารุนแรง โดยจัดจ้างประชาชนในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังอย่างเข้มข้นในจุดที่มีความเสี่ยง ทำให้สามารถตรวจพบเหตุไฟป่าได้ทันท่วงที และควบคุมไฟป่าได้อย่างรวดเร็วไฟไม่ขยายวงกว้าง เพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาไฟป่าในช่วงระยะเวลาที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภัยแล้ง ลดความรุนแรงและผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน</p>

<p>.</p>

<p>ขณะเดียวกัน นายกฯ มีข้อสั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรับ KPI เชิงรุกแบบหวังผล ให้ลดไฟป่า 50% ขึ้นไป ให้ดูแลป้องกันไม่ให้มีการทุจริต ให้นำข้อมูลดาวเทียม และจุด Hot Spot มาใช้ และรวมถึงการจัดทีมระงับไฟป่าดูแลอย่างใกล้ชิด</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiochiangmai.prd.go.th/th/file/get/file/202403071d79b18ea20f7dda9abc7ea241d82ec3124616.jpg' type='image/jpg' length='139703' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ชี้แจงประเด็นการเช่าที่ดินราชพัสดุ รัฐบาลต้องการช่วยเหลือประชาชนให้อยู่บนที่ดินอย่างถูกกฎหมาย แต่ต้องเป็นไปตามระเบียบเงื่อนไข]]></title>
<link>https://radiochiangmai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2670/iid/267061</link>
<guid isPermaLink="false">91d798f89ee635fd7f4d075736eab046</guid>
<pubDate>Thu, 07 Mar 2024 12:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล เดินทางไปรับฟังปัญหาที่ดินจากชาวบ้านหนองวัวซอ ถึงการเช่าที่ดินราชพัสดุให้ประชาชนทำกินอาจไม่มั่นคง ว่า เป็นความเห็นของนายพิธา ซึ่งตนก็รับฟัง<br />
.<br />
แต่หากเป็นคนทำงานที่รู้กฎระเบียบจริงจะรู้ว่าการแก้ไขปัญหาต่างๆมีกฎระเบียบขั้นตอน และที่ดินของประชาชนในปัจจุบันก็มีลักษณะหลายรูปแบบทั้ง ส.ป.ก ที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ออกให้กับประชาชน เพื่อใช้ทำเกษตรกรรม หรือที่ดินที่รุกเข้าไปในเขตพื้นที่ป่า ดังนั้นมองว่าการแก้ไขปัญหาต้องเริ่มจากความเป็นจริง การให้สิทธิ์ที่ดินก็ต้องตรงตามคุณสมบัติเงื่อนไข และรัฐบาลเองก็ต้องการช่วยเหลือประชาชน โดยมีเป้าหมายคือประชาชนไม่ต้องเดือดร้อนกับการอยู่บนที่ดินอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงไม่อยากให้พรรคฝ่ายค้านนำเรื่องนี้มาจับผิดหรือนำมาเป็นประเด็นทางการเมือง แต่ควรช่วยกันหาทางช่วยเหลือให้กับประชาชนมากกว่า<br />
.<br />
ขณะที่ นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า สำหรับพื้นที่หนองวัวซอ ได้มีการเปิดพิสูจน์สิทธิ์หากเป็นพื้นที่ของประชาชนก็สามารถออกเอกสารกรรมสิทธิ์ให้ได้ทันที แต่ถ้าเป็นพื้นราชพัสดุก็ต้องให้เป็นรูปแบบให้ประชาชนเช่าเพื่อทำประโยชน์ และระยะ 3 ปีเป็นเพียงระยะเวลาแรกในการทำสัญญาเช่า ซึ่งที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีการยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่ระหว่างรัฐกับประชาชน<br />
.<br />
นายสุทิน กล่าวว่า การมอบสัญญาเช่าที่ดินกองทัพ โครงการ &ldquo;หนองวัวซอโมเดล&rdquo; ให้กับประชาชนใช้ประโยชน์ที่เป็นพื้นที่ราชพัสดุ เพื่อ ให้ประชาชนสามารถทำกินในพื้นที่ได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งสัญญาเช่าดังกล่าวยังสามารถตกทอดเป็นมรดกให้กับทายาทได้และเป็นหลักทรัพย์ในค้ำประกันต่อสถาบันการเงินได้อีกด้วย<br />
.<br />
<a href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%B8?__eep__=6&amp;__cft__[0]=AZXeGt2Qa4easMiKMWbAZPg2ku-4a22-JfGEnqn8aR9gj0mobaeLUMbawz9QP6Al_6U_UR2gmW02ExOI2w9YEEUZArpiWti1jsxpvufw0QqUlvDPAbj4k_texlM5gAJ6WPv3xsBQWPMe4wujoZBP-84z5UKyeBk_N080mE7ZFmQZtrAtSHC7QE-ZKBWDGPvwHM4&amp;__tn__=*NK*F" role="link" tabindex="0">#ที่ดินราชพัสดุ</a>&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%A5?__eep__=6&amp;__cft__[0]=AZXeGt2Qa4easMiKMWbAZPg2ku-4a22-JfGEnqn8aR9gj0mobaeLUMbawz9QP6Al_6U_UR2gmW02ExOI2w9YEEUZArpiWti1jsxpvufw0QqUlvDPAbj4k_texlM5gAJ6WPv3xsBQWPMe4wujoZBP-84z5UKyeBk_N080mE7ZFmQZtrAtSHC7QE-ZKBWDGPvwHM4&amp;__tn__=*NK*F" role="link" tabindex="0">#หนองวัวซอโมเดล</a>&nbsp;</p>

<p>ดูน้อยลง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiochiangmai.prd.go.th/th/file/get/file/20240307a6e2318fc5c25e771046f4b36761b663123306.jpg' type='image/jpg' length='131475' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[อัปเดตบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนมีนาคม 2567 ใช้จ่ายอะไรบ้าง]]></title>
<link>https://radiochiangmai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2670/iid/267060</link>
<guid isPermaLink="false">9356968701d907a61a8bb265104f778e</guid>
<pubDate>Thu, 07 Mar 2024 12:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>อัปเดตบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนมีนาคม 2567 ใช้จ่ายอะไรบ้าง<br />
.<br />
วันที่ 1 มีนาคม 2567 (เป็นวงเงินสิทธิไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ และไม่สะสมในเดือนถัดไป) มีรายละเอียด ดังนี้<br />
.<br />
&middot; วงเงินซื้อสินค้า 300 บาทต่อคนต่อเดือน (สำหรับผู้มีสิทธิที่ยืนยันตัวตน 27 ม.ค. - 26 ก.พ. 2567 และเริ่มใช้สิทธิได้ 1 มี.ค. 2567 จะไม่ได้รับสิทธิย้อนหลัง)<br />
&middot; วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน (มกราคม - มีนาคม 2567)<br />
&middot; วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาทต่อคนต่อเดือน (ประกอบด้วย บขส. รถไฟ ขสมก. รถไฟฟ้า MRT (สายสีน้ำเงิน/สีม่วง) BTS (สายสีเขียว/สีทอง/สีเหลือง/สีชมพู) ARL (Airport Rail Link/สายสีแดง) และรถโดยสารเอกชนที่เข้าร่วมโครงการวันที่ 11 -13 มีนาคม 2567)<br />
&middot; เงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยที่ได้รับสิทธิในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 อัตรา 100 บาทต่อเดือน (มกราคม - มีนาคม 2567)<br />
.<br />
วันที่ 11- 13 มีนาคม 2567 เงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยที่ได้รับสิทธิ<br />
- วันที่ 11 มีนาคม 2567 สำหรับผู้มีสิทธิที่เกิดก่อนวันที่ 1 มกราคม 2495<br />
&middot; วันที่ 12 มีนาคม 2567 สำหรับผู้มีสิทธิที่เกิดระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2495 - 31 ธันวาคม 2501<br />
&middot; วันที่ 13 มีนาคม 2567 สำหรับผู้มีสิทธิที่เกิดระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2501 - 29 กุมภาพันธ์ 2507<br />
.<br />
ตรวจสอบจำนวนเงินตาม วันเดือนปีเกิด เดือนที่มีสิทธิ/จำนวนเงินที่ได้รับ<br />
&middot; เกิด ก่อน 1 ม.ค. 2507 ม.ค. - มี.ค. 67 /ได้รับเงิน 300 บาท<br />
&middot; เกิด ระหว่าง 1 - 31 ม.ค. 2507 ก.พ. - มี.ค. 67 /ได้รับเงิน 200 บาท<br />
&middot; เกิด ระหว่าง 1 - 29 ก.พ. 2507 มี.ค. 67 /ได้รับเงิน 100 บาท<br />
.<br />
วันที่ 20 มีนาคม 2567 เงินเพิ่มเบี้ยความพิการ 200 บาทต่อเดือน<br />
&middot; สำหรับผู้มีสิทธิที่เป็นคนพิการ ซึ่งมีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับเงินเบี้ยความพิการ 800 บาทต่อเดือน<br />
&middot; ต้องยืนยันตัวตนภายในวันที่ 27 ม.ค. - 26 ก.พ. 67 หากไม่ได้ยืนยันตัวตนในวันดังกล่าวจะไม่ได้รับสิทธิย้อนหลัง (โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของผู้มีสิทธิหรือบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้มีสิทธิหรือผู้รับมอบอำนาจที่ใช้รับเงินเบี้ยความพิการ<br />
800 บาท)<br />
.<br />
<a href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90?__eep__=6&amp;__cft__[0]=AZVJG6MPX5wWsBPY0vQAkdC1pV3XNUPawEdQ93MwCAjyXR0kmhWx4xjndPW2WZcVeHhXu90xqjvLuhDGKEjh8-l74gbO1RVoMjL3ugqalFREYwCZtqg-K9fMmto-WL-E8Lmrd3UTUeZmI5SPuJn7UWI5u0B3_LdUCZSv5ISoZbiBGoGc0KewY7aRvstknwBjOoc&amp;__tn__=*NK*F" role="link" tabindex="0">#สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ</a>&nbsp;<a href="https://www.facebook.com/hashtag/%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90?__eep__=6&amp;__cft__[0]=AZVJG6MPX5wWsBPY0vQAkdC1pV3XNUPawEdQ93MwCAjyXR0kmhWx4xjndPW2WZcVeHhXu90xqjvLuhDGKEjh8-l74gbO1RVoMjL3ugqalFREYwCZtqg-K9fMmto-WL-E8Lmrd3UTUeZmI5SPuJn7UWI5u0B3_LdUCZSv5ISoZbiBGoGc0KewY7aRvstknwBjOoc&amp;__tn__=*NK*F" role="link" tabindex="0">#บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ</a>&nbsp;</p>

<p>ดูน้อยลง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiochiangmai.prd.go.th/th/file/get/file/2024030740250eb7271ebd7684ab7bbe7abaad38123141.jpg' type='image/jpg' length='88665' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เตือนประชาชน อย่าหลงกลมิจฉาชีพ อ้างชื่อ 6 หน่วยงาน ใช้หลอกเหยื่อโอนเงิน]]></title>
<link>https://radiochiangmai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2670/iid/265548</link>
<guid isPermaLink="false">bb8009d0c39e751f5355fb83c18486fd</guid>
<pubDate>Sun, 03 Mar 2024 11:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>เตือนประชาชน อย่าหลงกลมิจฉาชีพ อ้างชื่อ 6 หน่วยงาน ใช้หลอกเหยื่อโอนเงิน</p>

<p>.</p>

<p>มิจฉาชีพ-โจรไซเบอร์ในยุคปัจจุบัน มักหากลวิธีใหม่ ๆ มาหลอกลวงให้เหยื่อหลงเชื่อ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้รับการร้องทุกข์จากผู้เสียหายหลายรายว่า ได้รับ SMS หรือได้รับสายโทรศัพท์จากมิจฉาชีพซึ่งแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชน สร้างความน่าเชื่อถือ ออกอุบายต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อกรอกข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทางการเงิน หรือโอนเงินไปตรวจสอบ หรือกดลิงก์ติดตั้ง แอปพลิเคชัน ของหน่วยงาน ซึ่งมิจฉาชีพได้สร้างปลอมขึ้นมา เป็นเหตุให้เงินของผู้เสียหายถูก มิจฉาชีพ โอนออกไปจนหมดบัญชี</p>

<p>.</p>

<p>6 หน่วยงาน ที่มิจฉาชีพ มักนำมาแอบอ้าง</p>

<p>&bull; การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค : เงินชดเชยแปลงไฟฟ้า-ค่า FT</p>

<p>&bull; กรมที่ดิน : อัปเดตสถานะที่ดิน</p>

<p>&bull; สำนักงานประกันสังคม : อัปเดตข้อมูล-โอนค่าประกันโควิด</p>

<p>&bull; Flash Express : เคลมพัสดุเสียหาย</p>

<p>&bull; กรมพัฒนาธุรกิจการค้า : อัปเดตข้อมูล-ยกเลิกโครงการของรัฐ</p>

<p>&bull; กรมบัญชีกลาง : ทำเรื่องค่ารักษาพยาบาล</p>

<p>.</p>

<p>ขณะเดียวกัน รัฐบาลขอย้ำว่า หน่วยงานของรัฐ ไม่มีนโยบายโทรศัพท์หรือส่ง sms ไปหาประชาชน ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ขอให้มีสติอย่าหลงเชื่อ ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://radiochiangmai.prd.go.th/th/file/get/file/202403033300abd8a83fe4e0c6792dd1ce3abf83113749.jpg' type='image/jpg' length='92620' />
</item>
</channel>
</rss>
