สำนักงาน ป.ย.ป. ขับเคลื่อนโครงการสร้างความสามัคคีปรองดองสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 2 ที่เชียงใหม่ ยกระดับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้เป็นจังหวัดต้นแบบ ในการสร้างความสามัคคีปรองดองอย่างยั่งยืน
.
วันที่ 6 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องออดิทอเรียม โรงแรมแชงกรี-ลา เชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดโครงการขับเคลื่อนการสร้างความสามัคคีปรองดองสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 2 เพื่อเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรียนรู้ร่วมกัน และสร้างรากฐานความร่วมมือและความไว้วางใจระหว่างหน่วยงานรัฐและประชาชน ผ่านกระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดองอย่างยั่งยืน ซึ่งจัดโดยสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่
โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนองค์กรภาคเอกชน และภาคประชาชนเข้าร่วมงาน
.
จังหวัดเชียงใหม่ เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เป็นอันดับ 1 ของภาคเหนือ และเป็นอันดับ 1 ของประเทศ มีการแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 25 อำเภอ 204 ตำบล และ 2,070 หมู่บ้าน มีประชากรกว่า 1,798,658 คน มีกลุ่มชาติพันธุ์ จำนวน 378,129 คน คิดเป็นร้อยละ 20.02 ของประชากรทั้งหมด โดยกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประชากรมากที่สุด คือ กะเหรี่ยง รองลงมา คือ ลาหู่ ม้ง และอาข่า ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ได้กำหนดเป้าหมายไว้ว่าเป็น “เมืองฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สานสัมพันธ์คุณภาพชีวิต และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” โดยมีประเด็นการพัฒนาจังหวัด ประกอบด้วย การส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเน้นคุณค่า สร้างสรรค์บนอัตลักษณ์ล้านนาและอุตสาหกรรมไมซ์, การขับเคลื่อนเกษตรเพิ่มมูลค่าและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง, การยกระดับการค้าการลงทุนบนฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) นวัตกรรม (Innovation) และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs), การจัดการเชิงรุกในปัญหาฝุ่นควัน (PM2.5) และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแบบมีส่วนร่วม, การเสริมสร้างสังคมแห่งโอกาสและเป็นธรรม พัฒนาเมืองน่าอยู่ที่มีความปลอดภัย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน
ทั้งนี้ จากการจัดกิจกรรมดังกล่าว สำนักงาน ป.ย.ป. จะได้นำจะได้นำข้อมูลในวันนี้ ไปถอดบทเรียน และจัดทำเป็นข้อเสนอ เชิงนโยบาย ด้านความสามัคคีปรองดอง สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
คมสันต์ คำวงค์ สวท.เชียงใหม่ /// 6 มี.ค. 69