อาจารย์ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เตือนประชาชนให้ระมัดระวังการบริโภค “ไข่แมงดาทะเล” กินผิดชนิดเสี่ยงเสียชีวิต
รองศาสตราจารย์ ดร.ผ่องศรี ทิพวังโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า แมงดาทะเลในประเทศไทยมี 2 ชนิดหลัก ได้แก่ “แมงดาจาน” (หางเหลี่ยม) ซึ่งสามารถรับประทานได้ และ “แมงดาถ้วย” หรือ “แมงดาไฟ” (หางกลม) ซึ่งมีพิษร้ายแรง โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมิถุนายน มีโอกาสพบพิษสูง และอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ พิษดังกล่าวสามารถสะสมอยู่ในไข่และเนื้อของแมงดา โดยอาจเกิดจากการได้รับสารพิษผ่านอาหาร เช่น แพลงก์ตอน หรือเกิดจากแบคทีเรียในตัวแมงดาที่สร้างพิษขึ้นเอง ซึ่งเป็นพิษที่มีผลต่อระบบประสาท และไม่สามารถทำลายได้ด้วยความร้อน แม้จะผ่านการปรุงสุกแล้วก็ตาม สำหรับอาการหลังได้รับพิษ ผู้ป่วยมักเริ่มจากอาการชารอบปาก และชาปลายมือปลายเท้า ร่วมกับเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ต่อมาจะมีอาการเดินเซ กล้ามเนื้ออ่อนแรงลุกลามจากปลายแขน ขา พูดไม่ชัด กลืนลำบาก และในรายที่มีอาการรุนแรง อาจเกิดภาวะอัมพาตของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจ ส่งผลให้การหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ใหญ่ แม้จะมีความเชื่อว่าสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการนำ “เส้นเมา” ออกก่อนนำมาปรุงอาหาร แต่ในความเป็นจริงยังคงพบรายงานผู้เสียชีวิตจากการบริโภคแมงดาทะเลอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการรับประทานแมงดาทะเล หากไม่สามารถแยกชนิดได้อย่างชัดเจน และไม่ควรให้เด็กเล็กรับประทานโดยเด็ดขาด หากมีอาการผิดปกติหลังรับประทาน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที แม้ “ไข่แมงดาทะเล” จะเป็นอาหารที่มีรสชาติอร่อยและได้รับความนิยม แต่หากรับประทานผิดชนิด โดยเฉพาะ แมงดาถ้วย ซึ่งมีพิษ อาจเสี่ยงถึงชีวิตได้ ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือหลีกเลี่ยงการบริโภค
พิมลกัลย์ เดชะชัย สวท. เชียงใหม่ ///// 14 พ.ค. 69