นายกรัฐมนตรีสั่งลุยกวาดล้างต่างด้าวผิดกฎหมาย เดินหน้าปราบนอมินีอย่างต่อเนื่อง

รอง ผบ.ตร. เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 5 ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่
.
วันที่ 20 ก.ค. 2569 เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมคณะและหน่วยงานในพื้นที่ เปิดปฏิบัติการ “พิทักษ์เชียงใหม่ ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 5” ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยในห้วงที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการปราบปรามและดำเนินคดีกับคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยมีการดำเนินงานแบ่งเป็น 4 เฟส ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่ เพื่อปกป้องระบบเศรษฐกิจและการแข่งขันทางการค้าของประเทศจากกลุ่มทุนต่างชาติที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ภายใต้การดำเนินงานสืบสวนเชิงลึกแนวทาง “เกาะพะงันโมเดล” โดยปฏิบัติการในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน ทำการวิเคราะห์ฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 33,144 บริษัท เจ้าหน้าที่ได้ทำการคัดกรองและวิเคราะห์จนพบกลุ่มเป้าหมายที่มีรายชื่อกรรมการและผู้ถือหุ้นซ้ำ เข้าข่ายเป็นนิติบุคคลต่างด้าวต้องสงสัยเป็นนอมินี จำนวน 31 บริษัท แบ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่มีพฤติการณ์ใช้คนไทยถือหุ้นแทน จำนวน 16 บริษัท และกลุ่มบริษัทที่ครอบครองที่ดิน ซึ่งมีคนต่างด้าวถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 จำนวน 15 บริษัท โดยกลุ่มบริษัทเป้าหมายถือครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม 29 แปลง เนื้อที่ 20 ไร่ 1 งาน 65.5 ตร.ว. มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม ประมาณ 633 ล้านบาท นำไปสู่การร้องทุกข์ดำเนินคดี 31 คดี ผู้ต้องหา 74 คน จากการรวบรวมพยานหลักฐาน พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอออกหมายจับ จำนวน 22 หมาย และหมายค้น จำนวน 18 หมาย ซึ่งครอบคลุมผู้กระทำความผิดหลากหลายสัญชาติ ประกอบด้วยสัญชาติไทย 2 คน, เมียนมา 7 คน, อินเดีย 3 คน, อังกฤษ 1 คน และ จีน 9 คน โดยผลการปฏิบัติในวันนี้เจ้าหน้าตำรวจที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้จำนวน 8 คน ประกอบด้วย สัญชาติไทย 1 คน, จีน 2 คน, อินเดีย 2 คน และ เมียนมา 3 คน
.
สำหรับคดีสำคัญที่ได้ดำเนินการในจังหวัดเชียงใหม่ในครั้งนี้ คือ หมู่บ้าน ก.12 ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 8 ตำบลไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ตรวจสอบเชิงลึกพบว่ามีนิติบุคคลใช้คนไทยถือหุ้นแทน ซึ่งต้องสงสัยเป็นนอมินี ครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในหมู่บ้านดังกล่าวจำนวน 4 บริษัท ดังนี้ 1. บริษัท เจิง และ 2. บริษัท สมาร์ท มี นาย ร. สัญชาติไทย ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2564 กำหนดพ้นโทษในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2580 แต่ยังปรากฏชื่อ นาย ร. เป็นผู้ถือหุ้นใน 7 บริษัท และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ 1 บริษัท โดยจดทะเบียนหลังจาก นาย ร. ถูกพิพากษาจำคุก จึงไม่สอดคล้องกับการเข้าไปบริหารหรือประกอบกิจการโดยแท้จริง สอบสวน นาย ร. ให้การว่าขณะถูกคุมขังในเรือนจำ ได้รู้จักกับเพื่อนที่เคยต้องขังร่วมกันชักชวนให้ร่วมลงทุนและขอบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมทะเบียนบ้านตัวจริงไปเพื่อจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โดย นาย ร. ยังไม่เคย ได้รับผลตอบแทนใดๆ ทั้งนี้ นาย ร. ให้การปฏิเสธว่าไม่ทราบและไม่เคยรับรู้การเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการในนิติบุคคลอีกหลายแห่งที่ปรากฏชื่ออยู่ เชื่อว่าเอกสารส่วนตัวถูกนำไปแอบอ้างใช้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทหลายแห่งโดยไม่ทราบเรื่องมาก่อน 3. บริษัท แมนโก้ ปรากฏชื่อ นาย ส. สัญชาติไทย เป็นผู้ถือหุ้น สอบสวน นาย ส. ให้การว่าไม่ทราบและไม่เคยรับรู้ว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท แมนโก้ อีกทั้งไม่เคยเห็นเอกสารทางการเงินหรือหลักฐานการถือหุ้นใดๆ มาก่อน และยังให้การว่าเคยส่งภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินสดครั้งละ 7,000 บาท เพื่อเป็นการจ้างไปลงลายมือชื่อในเอกสารที่สำนักงานที่ดินและร่วมทำธุรกรรมซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ และ 4. บริษัท แมน ปรากฏชื่อ นาง ช. สัญชาติไทย เป็นผู้ถือหุ้น สอบสวน นาง ช. ให้การว่าไม่ทราบและไม่เคยรับรู้ว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท แมน ไม่รู้จักและไม่เคยพบเห็นผู้ถือหุ้นและกรรมการที่มีชื่อร่วมอยู่ในบริษัทและให้การว่าเคยส่งสำเนาบัตร ประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านให้แก่นายจ้าง (บุคคลต่างด้าว) ซึ่งเคยว่าจ้างตนเป็นแม่บ้าน อ้างว่าเพื่อดำเนินการเรื่องประกันสังคมและการจ่ายเงินเดือนแต่ภายหลังบริษัทดังกล่าวปิดกิจการ จึงไม่สามารถติดต่อนายจ้างได้อีก
.
ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดต่อผู้ถือหุ้นและกรรมการบริษัทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมเดินหน้าขยายผลการสืบสวนไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง เพื่อกวาดล้างเครือข่ายธุรกิจที่ผิดกฎหมายและสร้างความมั่นคงให้แก่ ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างถึงที่สุด
.
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอย้ำว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการในครั้งนี้ คือการจัดระเบียบจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนต่างชาติ พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยหรือเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายของ กลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คมสันต์ คำวงค์ สวท.เชียงใหม่ /// 20 ก.ค. 69


image รูปภาพ
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar