วันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันเสือโคร่งโลก ด้านกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดำเนินงานอย่างเข้มข้นผ่านแผนปฏิบัติการแห่งชาติเพื่ออนุรักษ์เสือโคร่ง
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดำเนินงานอย่างเข้มข้นผ่านแผนปฏิบัติการแห่งชาติเพื่ออนุรักษ์เสือโคร่ง ควบคู่ไปกับการใช้ระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (SMART Patrol) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการส่งเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเดินเท้าลาดตระเวนเก็บข้อมูล ป้องกัน และปราบปรามการลักลอบล่าสัตว์ป่าถึงในพื้นที่จุดเสี่ยง ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในความหวังสำคัญของเอเชีย ในการเป็นบ้านที่ปลอดภัยและเพิ่มประชากรเสือโคร่งในธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งทุกวันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันเสือโคร่งโลก" (Global Tiger Day) วันสำคัญที่ไม่ได้จัดขึ้นเพียงเพื่อเฉลิมฉลองความสง่างามของเสือโคร่ง แต่มีจุดเริ่มต้นจากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2553 ณ เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย หลังตัวเลขประชากรเสือโคร่งทั่วโลกดิ่งลงเหลือเพียงราว 3,200 ตัว นำมาสู่ความร่วมมือระดับโลกของ 13 ประเทศที่มีเสือโคร่งอาศัยอยู่ เพื่อตั้งเป้าฟื้นฟูและเพิ่มจำนวนพวกมันในธรรมชาติให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง
ทั้งนี้ เสือโคร่งยังมีเรื่องราวทางชีววิทยาที่น่าทึ่งซ่อนอยู่ถึง 4 แง่มุม ได้แก่ ลายพรางไม่ซ้ำใคร หลายคนอาจคิดว่าเสือทุกตัวลายเหมือนกันหมด แต่ความจริงแล้ว ลายแถบบนตัวเสือโคร่งเปรียบเสมือน "ลายพิมพ์นิ้วมือ" ของมนุษย์ ไม่มีเสือสองตัวในโลกที่มีลวดลายซ้ำกันเป๊ะ เอกลักษณ์นี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้พวกมันพรางตัวเข้ากับแสงและเงาในผืนป่าทึบเพื่อล่าเหยื่อได้อย่างแนบเนียนเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่นักวิจัยใช้ในการจำแนกตัวตนและนับประชากรเสือแต่ละตัวในธรรมชาติอีกด้วย, นักว่ายน้ำตัวยงแห่งพงไพร หากใครเลี้ยงแมวบ้านคงรู้ดีว่าแมวส่วนใหญ่เกลียดน้ำเข้าไส้ แต่สำหรับ "เสือโคร่ง" กลับตาลปัตรโดยสิ้นเชิง เพราะพวกมันรักน้ำและว่ายน้ำเก่งมาก! เสือโคร่งมักจะลงไปนอนแช่น้ำเพื่อระบายความร้อนในช่วงที่อากาศอบอ้าว หรือแม้กระทั่งการว่ายข้ามแม่น้ำกว้างใหญ่ที่มีกระแสน้ำเชี่ยวกรากเพื่อย้ายถิ่นฐานหรือหาอาณาเขตใหม่ ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกมันเลย, เสียงคำรามสะใจ ที่ทรงพลังกว่าที่คิดเสียงคำรามของเสือโคร่งไม่ได้มีไว้แค่ขู่ให้กลัวเล่นๆ แต่มันคืออาวุธทางกายภาพ เสียงของพวกมันดังไกลได้ถึง 3 กิโลเมตร และที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ เสือโคร่งสามารถปล่อย "คลื่นเสียงความถี่ต่ำ" ที่มนุษย์อาจได้ยินไม่ชัดเจน แต่คลื่นเสียงนี้สามารถส่งผลกระทบทางระบบประสาท ทำให้สัตว์ที่เป็นเหยื่อเกิดอาการชะงักงัน กลายเป็นอัมพาตชั่วขณะ หรือสูญเสียการทรงตัว เปิดโอกาสให้เสือเข้าประชิดตัวเหยื่อได้อย่างรวดเร็ว และ กุญแจสำคัญของป่าเสือโคร่งคือ "ผู้ล่าอันดับสูงสุด" ในห่วงโซ่อาหาร การมีอยู่ของพวกมันทำหน้าที่เปรียบเสมือน "ตำรวจป่า" คอยควบคุมประชากรสัตว์กินพืชไม่ให้มีมากเกินไป ป้องกันไม่ให้พืชพรรณและกล้าไม้ถูกทำลายจนหมดสิ้น หากป่าไหนมีเสือโคร่งแปลว่าป่ารินน้ำและระบบนิเวศบริเวณนั้นอุดมสมบูรณ์สูงสุด เพราะ "ป่าสมบูรณ์ = โลกน่าอยู่ขึ้น" และส่งผลดีต่อมนุษย์เราทางอ้อมด้วย
พิมลกัลย์ เดชะชัย สวท. เชียงใหม่ ///// 29 ก.ค. 69