แพทย์สวนดอก เตือน ระวัง แมลงก้นกระดก ช่วงหลังฤดูฝน

แพทย์ มช. แนะ ช่วงเดือนตุลาคม ถึง ธันวาคม ควรระมัดระวัง แมลงก้นกระดก หากแมลงก้นกระดกเกาะบนผิวหนัง อย่าตบหรือบี้ เสี่ยงผิวหนังอักเสบ เป็นแผล
         ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พญ.สลิล กีรติกานนท์ อาจารย์ประจำหน่วยวิชาโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม เป็นช่วงที่ควรระมัดระวัง “แมลงก้นกระดก” มากเป็นพิเศษ เนื่องจากสภาพอากาศร้อนชื้นและฝนตกเอื้อต่อการเพิ่มจำนวนและการออกหากินของแมลงชนิดนี้ โดยมักพบแมลงบินเข้าหาแสงไฟในช่วงหัวค่ำถึงกลางคืน โดยเฉพาะบริเวณบ้านหรือห้องพักที่อยู่ใกล้ทุ่งนา แหล่งน้ำ หรือพื้นที่ที่มีพืชพรรณหนาแน่น โดยผื่นผิวหนังอักเสบจากด้วงก้นกระดกเกิดจากการสัมผัสสารพิษชื่อ พีเดอริน (Pederin) ซึ่งอยู่ในของเหลวภายในตัวแมลง เมื่อแมลงถูกบี้ หรือ กด บนผิวหนัง สารพิษจะถูกปล่อยออกมาและทำลายเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบ สารพีเดอรินมีฤทธิ์ทำลายเซลล์ชั้นหนังกำพร้าโดยตรง จึงทำให้ผิวหนังเกิดรอยแดง บวม แสบร้อน มีตุ่มน้ำ หรือผิวลอกคล้ายแผลไหม้ได้ บางรายอาจเกิดผิวหนังถลอกเป็นแนวยาวตามบริเวณที่บี้หรือถูแมลง โดยหากสัมผัสสารพิษมากและล้างออกล่าช้า อาการอาจรุนแรงขึ้นได้ หลังสัมผัสสารพิษจากแมลงก้นกระดก ผื่นมักไม่ปรากฏให้เห็นในทันที แต่อาจเริ่มมีอาการแสบ คัน หรือแดงภายในประมาณ 12 – 36 ชั่วโมง และเห็นชัดขึ้นในช่วง 24 – 48 ชั่วโมง หลังสัมผัส จากนั้นอาจเกิดตุ่มน้ำหรือตุ่มหนองในอีก 2 – 4 วัน หากผื่นมีเพียงรอยแดงหรืออาการแสบร้อนเล็กน้อยในบริเวณจำกัด สามารถดูแลเบื้องต้นได้ด้วยการล้างผิวหนังด้วยสบู่อ่อนและน้ำสะอาดอย่างทั่วถึง โดยไม่ขัดหรือถูแรง จากนั้นประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการ ในกรณีมีตุ่มน้ำหรือแผลถลอกเป็นบริเวณกว้าง ปวดมาก บวมมาก มีไข้ มีหนอง รอยแดงลุกลาม หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสม
         ทั้งนี้ การรักษาโดยทั่วไปประกอบด้วยการล้างสารพิษออกจากผิวหนัง การประคบเย็น และการดูแลแผลให้สะอาด โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดทาเพื่อลดการอักเสบ รวมถึงยาแก้คันหรือยาแก้ปวดตามอาการ ส่วนยาปฏิชีวนะจะใช้เฉพาะกรณีที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ไม่จำเป็นต้องใช้ในผู้ป่วยทุกราย สำหรับผื่นที่มีอาการเล็กน้อยอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยา นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการทายาสีฟัน ยาหม่อง สมุนไพร สารเคมี หรือยาที่ไม่ทราบส่วนประกอบ เพราะอาจทำให้ผิวหนังระคายเคืองเพิ่มเติมได้ โดยทั่วไป อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 7–14 วัน แต่อาจใช้เวลานานหลายสัปดาห์ในรายที่มีอาการรุนแรง หลังผื่นหายอาจเหลือรอยดำ ซึ่งค่อย ๆ จางลงภายในหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน โดยทั่วไปมักไม่เกิดแผลเป็น แต่หากผื่นรุนแรง มีการเกา แกะ หรือเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม ก็อาจทำให้เกิดแผลเป็นได้

พิมลกัลย์  เดชะชัย สวท. เชียงใหม่ ///// 26 ต.ค. 69
 


image รูปภาพ
image
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar