สมาคมความรอบรู้ด้านสุขภาพแห่งเอเชีย เปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านสุขภาพ เชื่อมโยงงานวิจัย นโยบายและการปฏิบัติจริง มุ่งสร้างประชาชนรอบรู้ ลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
.
วันที่ 2 พ.ย. 2569 สมาคมความรอบรู้ด้านสุขภาพแห่งเอเชีย (Asian Health Literacy Association: AHLA) ร่วมกับสมาคมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพไทย (Thailand Health Literacy Association: THLA) และวิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ จัดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านความรอบรู้ด้านสุขภาพ ครั้งที่ 12 (The 12th AHLA International Health Literacy Conference 2026) ระหว่างวันที่ 1–3 พฤศจิกายน 2569 ณ สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (UNISERV) จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้หัวข้อ “Health Literacy (HL) and Sustainable Development Goals (SDGs)” หรือ “ความรอบรู้ด้านสุขภาพกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 400 คน จากแวดวงนโยบาย สาธารณสุข การศึกษา วิชาการ และภาคีเครือข่ายนานาชาติ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสุขภาพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
.
การประชุมดังกล่าว มุ่งเน้นการยกระดับ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลสุขภาพมีความหลากหลายและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ประชาชนจึงจำเป็นต้องมีทักษะในการเข้าถึง เข้าใจ ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ และนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจด้านสุขภาพได้อย่างเหมาะสม ทั้งการดูแลตนเอง การป้องกันโรค การใช้บริการสุขภาพ และการส่งเสริมสุขภาวะของครอบครัวและชุมชน ประเด็นสำคัญของการประชุมยังเชื่อมโยงความรอบรู้ด้านสุขภาพกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDG 3 การสร้างหลักประกันการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ผ่านการเสริมพลังให้ประชาชนตัดสินใจด้านสุขภาพอย่างมีข้อมูล SDG 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ ผ่านการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ด้านสุขภาพตลอดช่วงชีวิต SDG 10 การลดความเหลื่อมล้ำ ผ่านการพัฒนาข้อมูลและบริการสุขภาพที่เข้าถึงและเข้าใจได้สำหรับประชาชนทุกกลุ่ม และ SDG 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อร่วมกันพัฒนานโยบาย องค์ความรู้ และแนวปฏิบัติที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน
.
การประชุมวิชาการครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่เป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงหลักฐานทางวิชาการสู่การพัฒนานโยบาย การสื่อสาร และการปฏิบัติจริง เพื่อสร้างระบบสุขภาพที่ประชาชนสามารถเข้าถึง เข้าใจ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้อย่างเท่าเทียม พร้อมเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการขับเคลื่อนความรอบรู้ด้านสุขภาพให้เป็นรากฐานของสังคมสุขภาวะและการพัฒนาที่ยั่งยืน
คมสันต์ คำวงค์ สวท.เชียงใหม่ /////// 2 พ.ย. 69